บทสัมภาษณ์
คุณสุนัย
  เศรษฐ์บุญสร้าง

อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
อดีตเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง)
ประเด็น :  มุมมองของคุณสุนัยต่อแนวคิดกระบวนการกำหนดนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยหรือวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์
             ของภาครัฐ ในช่วงที่ผ่านมา ?
 

                สำหรับประเด็นคำถามนี้  คุณสุนัย  ที่ในอดีตมีภารกิจรับผิดชอบดูแลวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์ ในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรี ฯ ในช่วงปี 2548-2549 ได้ย้อนให้เห็นสภาพปัญหาของวาระแห่งชาติ (National Agenda)  ว่าได้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของแนวคิด (Concept) และความไม่ชัดในนิยาม (Definition) ของเกษตรอินทรีย์ ในหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  รวมทั้งความคิดเห็นที่มีต่อตัวมาตรฐานของเกษตรอินทรีย์ ที่เกิดจากแนวคิดตามแต่สำนัก/ค่ายความคิด (School of Thought) ที่มีความเชื่อแตกต่างกันชัดเจน  เป็นสภาพปัญหาหลักที่เกิดขึ้นมา

                แม้กระทั่งปัจจุบันนี้  ปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด และเกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน จนต้องมีการแยกการทำงานออกเป็น 2 ชุด ทั้งคณะทำงานและงบประมาณสนับสนุน ระหว่างเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ และเกษตรอินทรีย์ระยะปรับเปลี่ยน

                แม้กระทั่งการสนับสนุนโรงผลิตปุ๋ยให้ชุมชน ก็มี 2 หลักการ จาก 2 หน่วยงานสนับสนุน อีกเช่นกัน  ประเด็นดังกล่าวดูเหมือนจะสร้างความสับสนให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

              นอกจากนั้น แนวคิดทางการตลาด (Marketing) มี 2 มิติหรือหลักคิดที่แยกกัน ว่าเป้าหมายที่แท้จริงแล้วนโยบายของภาครัฐต้องการ  “ลดรายจ่าย”   โดยการผลิตปุ๋ย หรือยาป้องกันกำจัดแมลง ฯลฯ ด้วยตนเองเพื่อการลดรายจ่ายการผลิตลง  หรือเป้าหมายการผลิตที่ต้องการ “เพิ่มรายได้” โดยการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผ่านการรับรองตามมาตรฐานต่างๆ แบบเต็มรูปแบบของประเทศคู่ค้า  โดยการสร้าง Brand  เพื่อการค้าและการส่งออกเพียงอย่างเดียว

                ดังนั้น ถึงแม้จะเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง  แต่ก็มิได้เกิดการตกผลึกทางความคิดที่แท้จริง คุณสุนัยจึงได้สรุปง่ายๆและสั้นว่า “แม้แต่ปรัชญาก็ยังไม่ชัดเจนและความเข้าใจก็ไม่ตรงกัน ก็ยากที่จะวางแนวทางปฏิบัติให้ชัดได้”

                ส่วนคำถามที่ว่าการเกิดวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์ ของประเทศไทย นั้น มีประเด็นหรือเหตุใด ถึงมีการกำหนดขึ้นมา  คุณสุนัย ได้ตอบในประเด็นนี้ว่ามีอยู่ 2 ปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้อง คือ ปัจจัยแรกการที่ภาครัฐกำหนดนโยบายนี้เพื่อต้องการลดต้นทุนของปัจจัยการผลิตการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เพราะประเทศไทยยังจำเป็นต้องนำเข้าสารตั้งต้นที่มาผลิตปุ๋ยเคมี  สารเคมีกำจัดวัชพืช ศัตรูพืชจากต่างประเทศ  จึงเป็นแรงบันดาลใจของรัฐบาลที่กำหนดนโยบายเรื่องนี้   

                อีกปัจจัยหนึ่ง ที่ใช้ในการกำหนดนโยบายเกษตรอินทรีย์คือ การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการผลิตการเกษตรที่เป็นอาหารปลอดภัย (Food Safety) ให้เป็นจุดขายของประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับ (Grading Up)การผลิตสินค้าเกษตร ให้ได้มาตรฐานภายใต้สภาพความเหมาะสมทางกายภาพ เพื่อการเพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้กับภาคการเกษตรและประเทศนั่นเอง



 

 

ประเด็น : ทิศทางของนโยบายที่เกี่ยวข้องเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในอนาคต ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10  ?

                นโยบายเกษตรอินทรีย์ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ควรมีลักษณะอย่างไรนั้น  ในมุมมองของคุณสุนัย  ที่เคยรับผิดชอบเป็นข้อต่อเชื่อมภาคการเมืองกับภาคราชการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเกษตรอินทรีย์  กล่าวว่า  ทิศทางนโยบายหรือเป้าหมายของเกษตรอินทรีย์ในอนาคต  ต้องเน้นระบบการผลิตที่มีมิติของ “การลดต้นทุนการผลิต”  เป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศในวงกว้าง  มากกว่าการมองตลาดที่ราคาสูงหรือใช้ราคาเป็นตัวนำ  โดยวางรากฐานให้แข็งแรง และพัฒนากลุ่มเกษตรกรที่เป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศให้มั่นคงและหากมีศักยภาพให้ก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่อง

                สำหรับระยะการเปลี่ยนผ่าน (Transition Stage) ของการผลิตสินค้าเกษตรจากเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ นั้น ภาครัฐต้องสร้างกลไกและกระบวนการที่มีลำดับขั้นการยกระดับสินค้าเกษตรที่ชัดเจน ค่อยเป็นค่อยไปบนการเรียนรู้ของตนเอง โดยให้เห็นแนวการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม 

ทางด้านบริษัทที่ทำธุรกิจหลักเพื่อการส่งออกต่างประเทศบนมาตรฐานสากล นั้น คุณสุนัย ยังคงยืนยันว่าคงต้องดำเนินการตามช่องทางการตลาดและส่วนแบ่งการตลาดที่บริษัทมีอยู่ เพราะเป็นกลุ่มที่เล็กและมีการแข่งขันกันสูง

นอกจากนั้น คุณสุนัยยังกล่าวถึงแนวโน้มการกลับมาของนโยบายเกษตรอินทรีย์ในภาคการเมืองว่า  เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญเพราะเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม และกระแสวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์เกิดมาจากการยอมรับของภาคประชาชน  และรัฐบาลในช่วงต่อไปต้องสนับสนุนนโยบายอย่างต่อเนื่องแน่นอน  ในหลักนิตินัยทุกรัฐบาลย่อมบอกว่า เกษตรอินทรีย์ดีแน่นอน  แต่การสนับสนุนในทางพฤตินัย จะมากน้อยแล้วแต่นโยบายพรรคการเมือง

คุณสุนัย ยังกล่าวถึงการกำหนดนโยบายด้านการเกษตรระดับประเทศที่ผ่านมา ไว้ว่า ต้องเข้าใจว่าคนกลุ่มเทคโนแครต เป็นคนกำหนดตัวเนื้อหานโยบายของประเทศ  ย่อมมุ่งเน้นการวางนโยบายการเกษตรที่เป็นเฉพาะทาง (Specialists) หรือกระแสหลักมากกว่านโยบายเกษตรทางเลือก (Alternatives)  เพราะนโยบายกระแสหลักสามารถสร้างองค์ความรู้และมูลค่ากับหน่วยงานและประเทศได้มาก  แต่ถ้าเราสามารถกลับมาทำความเข้าใจว่าเกษตรทางเลือกก็ต้องการองค์ความรู้จากการวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อการสร้างและจูงใจให้นักวิชาการที่มีความสนใจและมาร่วมมือคว้าและทำงานร่วมกัน  การเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้จึงต้องอาศัยเวลาพอสมควร 

ประเด็น : รูปแบบการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ควรเป็นเช่นไร ระหว่าง แนวทางการผลิตเพื่อการพึ่งตนเอง  กับแนวทางการพัฒนาศักยภาพเพื่อการแข่งขันสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่การเป็นครัวของโลก ?

                ในรูปแบบการบริหารนี้  คุณสุนัย  ยืนยันชัดเจนว่า ต้องมีการทำความเข้าใจที่ตรงกันทั้ง 2 ระบบก่อน  โดยเริ่มจากการผลิตแบบพึ่งตนเอง (Sufficiency) ต้องเป็นฐานการผลิตหลักของประเทศลำดับแรก  และมีบันไดมาตรฐานการผลิตที่สูงขึ้น ตามความต้องการของตลาดและศักยภาพ โดยการรวมกลุ่มเกษตรกรหรือเครือข่าย เพื่อให้มีอำนาจต่อรอง / Economic of Scale ของผลผลิต และสร้างตราสัญลักษณ์ (Brand) ของตนเอง ถือเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่ 2 และ 3 ต่อไป  แต่จุดที่คุณสุนัย ระบุว่าสำคัญอย่างยิ่ง คือต้องมียุทธศาสตร์การดำเนินงานตามนโยบายของแต่ละระบบการผลิตที่ชัดเจน มีเส้นทางการพัฒนาของแต่ละระบบที่มีจุดหมายหรือมีเป้าประสงค์สุดท้าย

ปัจจัยทางการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญที่สุดในการเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในระดับนโยบาย  คือเรื่องของความเข้าใจในตัวนโยบายที่ตรงกัน การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) ในกรอบความคิดของผู้เกี่ยวข้อง  เพราะเรื่องอื่นๆ ของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าเป็น  ทางวิชาการ  การปฏิบัติจะสามารถพัฒนาได้ไม่ยาก ถ้ากรอบแนวคิดเปลี่ยนก่อน 

เพื่อเป็นการยืนยันแนวคิดดังกล่าว   คุณสุนัย ได้ยกตัวอย่างถึงการพัฒนากระบวนการฝึกอบรมที่จะนำมาใช้นำร่องของกับบุคลากรของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยใช้หลัก S E A L ได้แก่ S-Spirit คือการเสริมสร้างให้เกิดน้ำใจแห่งความเป็นมิตร  E-Endorse  คือการระดมความคิดเพื่อกำหนดเป้าหมายร่วม (Share Vision)  A-Action คือ การลงมือปฏิบัติโดยยึดถือข้อตกลง  และ L-Learning คือกระบวนการเรียนรู้เพื่อปรับแนวคิด (Team Learning)  ในการทำงานให้บรรลุผล  ทั้งหมดนี้ จึงถือเป็นช่องทางหนึ่งของการพัฒนาเพื่อปรับกรอบแนวคิดของคนนั่นเอง

เป็นอีกหนึ่งความรู้ และแนวคิดที่ทรงคุณค่า จากประสบการณ์ตรงเชิงนโยบาย “วาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์”  ของคุณสุนัย  เศรษฐ์บุญสร้าง  อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์          ปี พ.ศ. 2548-2549.

                                                                                                                                                      เจษฎา มิ่งฉาย: สัมภาษณ์ / เรียบเรียง                                                                                                                                                                    มูลนิธิเศรษฐกิจพอเพียง กรมส่งเสริมการเกษตร  กรุงเทพฯ                                                                                                                                                                                                                            29 สิงหาคม 2550
                                  

back