|
|

|
บทสัมภาษณ์ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
|
ประเด็น: มุมมองของคุณประพัฒน์ต่อแนวคิดกระบวนการกำหนดนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย
หรือวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์ของภาครัฐ ในช่วงที่ผ่านมา ?
ในประเด็นนี้
คุณประพัฒน์ ได้ให้ทุกคนมอง และเข้าใจสภาพปัญหาของวาระแห่งชาติ (National Agenda) ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก่อนว่า มีปรากฏการณ์ที่เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันในแนวคิดของภาคการเมืองหรือภาคนโยบายกับภาคปฏิบัติ โดยที่ภาคการเมืองต้องการให้เกิดการขับเคลื่อนทุกภาคส่วนของสังคม
(Social Movement) โดยใช้การถ่ายทอดความรู้ในระบบเกษตรอินทรีย์ทั้งกับผู้ผลิตและผู้บริโภค
อย่างต่อเนื่อง มิใช่เพียงแต่ตั้งหน่วยงานหรือองค์กรขึ้นมาทำภารกิจบางอย่างของเกษตรอินทรีย์
เช่นการตรวจรับรอง (Accredit) สินค้าหรือผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เท่านั้น
แล้วระบุว่าทำวาระแห่งชาติได้สำเร็จ อย่างที่ผ่านมา
นอกจากนั้น วาระแห่งชาติที่ประกาศออกมาเป็นเพียงภาพลักษณ์ (Image) ทางการเมือง
ที่พยายามสร้างให้เกิดความรู้สึกที่ดี แต่ถ้าภาคส่วนต่างๆ ไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจังแล้วการประกาศนโยบายจากภาคการเมืองมิได้ทำให้เกิดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม
เพียงแต่เป็นความสำเร็จบนกระดาษเท่านั้น ระบบการเกษตรของประเทศก็คงอยู่ที่เดิม
ปัญหาเดิม ดังนั้นทุกคน ทุกระดับทั้งภาคนโยบายและภาคปฏิบัติการต้องมุ่งมั่นและทุ่มเทกันอย่างจริงจัง จึงจะสำเร็จได้
ต่อข้อคำถามที่ว่า
แล้วการก่อเกิดนโยบายเกษตรอินทรีย์นี้ขึ้นมาได้ เกิดจากมูลเหตุหรือปัจจัยใด คุณประพัฒน์ ซึ่งเป็นอดีตแกนนำผู้จัดทำนโยบายด้านการเกษตรของพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
นโยบายเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นมาได้เพราะปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทย ที่มีระบบนิเวศที่เหมาะสมสำหรับการผลิตทางการเกษตร
ทั้งในเรื่องสภาพพื้นที่ น้ำฝน สภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีงานวิจัยทางวิชาการได้ยอมรับถึงเรื่องดังกล่าว
อาจเรียกว่าทุนเดิมของชาติก็ได้
นอกจากนั้นนโยบายนี้ยังเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขสภาพปัญหาของการผลิตการเกษตรหลังการปฏิวัติเขียว
(Green
Revolution) ที่สร้างปัญหากับสภาพสมดุลธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต
ทั้งเรื่องของสารเคมี ความเสื่อมโทรมสภาพแวดล้อม
และสุขภาพของคนในสังคม ฯลฯ
ขณะเดียวกับที่ระบบโลกกำลังต้องการสินค้าเกษตรที่มีลักษณะเฉพาะ
ความต้องการบริโภคสินค้าที่เป็นอาหารปลอดภัยและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม (Food Safety /
Green Product / Environmental Friendly)
ของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่โน้มนำเป็นตัวขับเคลื่อนให้ภาคนโยบายได้มองถึงลู่ทางการส่งสินค้าเกษตรออกต่างประเทศ
จึงได้เกิดนโยบายเกษตรอินทรีย์ขึ้นมารองรับ
ประเด็น: ทิศทางของนโยบายที่เกี่ยวข้องเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในอนาคต
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ท่านมองเห็นเช่นไร ?
ก่อนที่จะมองไปในอนาคตของนโยบายเกษตรอินทรีย์นั้น
คุณประพัฒน์ระบุอย่างชัดเจนว่า ภาครัฐต้องกลับมาแก้ไขปัญหาของนโยบายที่ได้ดำเนินการมาแล้ว
เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีจุดอ่อนที่ถูกละเลยไปหลายประการ
เช่น ขาดการรณรงค์ในทุกระดับจากพื้นที่ ความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน
การแบ่งแยกภารกิจตามกระทรวง กรม ที่ขาดการประสานงานและบูรณาการที่แท้จริง เป็นต้น
โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องรีบดำเนินการก่อนก้าวไปข้างหน้า
คือ ต้องสร้างความศรัทธาใน ปรัชญาของเกษตรอินทรีย์ ในทุกระดับ ทุกคนที่เกี่ยวข้องในระบบเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาคการเมือง ระดับกระทรวง ระดับกรม ระดับผู้ปฏิบัติงาน ระดับผู้ผลิต
และผู้บริโภค ฯลฯ เพราะหากผู้ที่เกี่ยวข้องขาดความศรัทราแล้ว
ยังยึดติดกับการผลิตในรูปแบบเดิม หรือเชื่อว่าเกษตรเคมีเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว
ย่อมทำการใดๆ เพื่อถึงเป้าหมายได้ยาก
นอกจากนั้น
ประเด็นของการสร้างและจัดการความรู้ ความเข้าใจ ของเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้อง
เป็นส่วนสำคัญยิ่งที่ภาคนโยบายต้องเร่งรัด ถ้าทุกคนยังเข้าใจที่ไม่ตรงกันทั้งนโยบายและการปฏิบัติ
แล้วจะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติกันเช่นไร ?
ส่วนทิศทางของเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยนั้น
คุณประพัฒน์ยังยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องขับเคลื่อนทุกภาคส่วนของสังคม
โดยการเคลื่อนไหวและผลักดันเกษตรอินทรีย์ในระดับรากหญ้าที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นประเด็นหลัก
ประเด็น: รูปแบบการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย
ควรเป็นเช่นไร ระหว่าง แนวทางการผลิตเพื่อการพึ่งตนเอง
กับแนวทางการพัฒนาศักยภาพเพื่อการแข่งขันสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่การเป็นครัวของโลก
?
เป็นคำถามที่ผู้วิจัยสืบเนื่องทันทีจากประเด็นก่อน
ซึ่งคุณประพัฒน์ตอบอย่างมั่นใจว่า ควรต้องมีทั้ง
2 ระบบควบคู่กันไป เพราะไม่เชื่อว่าการผลิตแบบปล่อยธรรมชาติโดยทั้งหมดจะได้ผลดี
และการผลิตแบบอินทรีย์แบบธรรมชาติเต็มรูปแบบนั้น
จำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้องค์ความรู้และระบบการจัดการมาร่วมในการผลิตด้วยจึงจะได้ผลดี
|