บทสัมภาษณ์
ดร.อดิศักดิ์
  ศรีสรรพกิจ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

ประเด็น :  มุมมองของดร.อดิศักดิ์ ต่อแนวคิดกระบวนการกำหนดนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย หรือวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์ของภาครัฐ ในช่วงที่ผ่านมา ? 

                ในคำถามนี้  ดร.อดิศักดิ์  ในฐานนะอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่รับผิดชอบและดูแลนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์ในการวิจัยและพัฒนา ได้สรุปสภาพปัญหาที่ผ่านมา ก่อนการเกิดนโยบายวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์ (National Agenda)   โดยในประเทศไทยนั้น มีสภาพการขาดทิศทางนโยบายการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นระบบ หน่วยงานหรือองค์กรที่ดำเนินการด้านการเกษตรก็ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ไปตามพันธกิจหลักขององค์กร  ขาดความลุ่มลึกในองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์  ทำให้นโยบายขาดความชัดเจน  เป้าหมายหรือตัวชี้วัด (Indicators) ในเป้าประสงค์ของเกษตรอินทรีย์ในระดับประเทศ   ผลของการพัฒนาที่ผ่านมาเลยไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเกษตรอินทรีย์

แต่อย่างไรก็ตาม ดร.อดิศักดิ์ ได้กล่าวต่ออีกว่า นโยบายเกษตรอินทรีย์ ที่เกิดขึ้นมาได้นั้น เพราะเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมายหลายประการ แต่ที่เป็นปัจจัยหรือเหตุหลัก ๆ 3 ประการ คือ

                                ประการที่ 1   องค์ความรู้ด้าน Biological Control  ในภาคการเกษตรกรรม เพิ่มมากขึ้น มีการยอมรับและนำไปใช้เพื่อการพัฒนาในพื้นที่ต่างๆ

                ประการที่ 2   การให้ความสำคัญกับนโยบายของภาคการเมือง ถือเป็นโอกาสที่จะมีการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์  โดยกลไกด้านการเมืองให้การยอมรับและสนับสนุนเป็นนโยบายและมติคณะรัฐมนตรี  และ

                                ประการที่ 3   องค์กรพัฒนาเอกชน (Non Government Organization: NGOs) มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการทำงานในด้านเกษตรอินทรีย์ เกษตรทางเลือกกับเกษตรกร เครือข่ายเกษตรกร มีการรณรงค์ให้ความรู้ จนเกิดการยอมรับในภาพกว้าง

ดร.อดิศักดิ์  ยังกล่าวต่อกับผู้วิจัยอีกว่า เหตุปัจจัยทั้งสามประการนี้  เกิดขึ้นมาในช่วงกระแสการพัฒนาของโลก ที่มีการตื่นตัวเรื่องของอาหารปลอดภัย (Food Safety)  การรณรงค์เรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงทำให้นโยบายหรือวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นมาในประเทศไทย


 

ประเด็น : ทิศทางของนโยบายที่เกี่ยวข้องเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในอนาคต ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10  ?

                ในการพัฒนานโยบายเกษตรอินทรีย์ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 นั้น  ดร.อดิศักดิ์  ได้ระบุว่านโยบายของกรมวิชาการเกษตร จะให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง มียุทธศาสตร์ขับเคลื่อนที่ชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์ ใน 3 ลักษณะด้วยกัน

ลักษณะแรก ให้ความสำคัญกับนโยบายเกษตรอินทรีย์ในฐานะเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์(Organic Products)  ที่มีตลาดรองรับเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)  ที่ใช้อุปสงค์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นตัวกำหนดการผลิต (Demand Drives) เป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน

ลักษณะที่สอง  มองการเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ในลักษณะการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยถือเป็นผลพลอยได้ (By Products)  มากกว่ามองเป็นประเด็นหลัก เพราะเหตุที่ว่าเราสามารถอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฯ ได้จำนวนชิ้นงาน/พื้นที่ มากกว่า เมื่อเทียบกับต้นทุนที่เท่ากัน ของการดำเนินการผลิตเกษตรอินทรีย์

ลักษณะที่สาม  กรมวิชาการเกษตร ให้ความสำคัญการพัฒนานโยบายเกษตรอินทรีย์ ในฐานะองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยในความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ในสาขาความรู้ต่าง ๆ เช่นการจัดการศัตรูพืช (Pest Management)  การอารักขาพืช (Plant Protection)  การพัฒนาปุ๋ยชีวภาพ (Bio-fertilizer) เป็นต้น  

                โดยที่ทิศทางการพัฒนาทั้ง 3 ลักษณะนั้น  ดร.อดิศักดิ์  ได้ยืนยันว่าเป็นแนวทางที่ชัดเจน สอดคล้องกับพันธกิจของกรมฯ สามารถปฏิบัติได้และเห็นความสำเร็จได้ไม่ยาก และสามารถนำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

ประเด็น : รูปแบบการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ควรเป็นเช่นไร ระหว่าง แนวทางการผลิตเพื่อการพึ่งตนเอง กับแนวทางการพัฒนาศักยภาพเพื่อการแข่งขันสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่การเป็นครัวของโลก ?

                สำหรับประเด็นคำถามนี้ ดร.อดิศักดิ์ ได้ตอบว่า ต้องมีทั้ง 2 รูปแบบควบคู่กันไป เพราะเหตุที่ว่าเป้าหมายของการผลิตในแต่ละแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกัน  สภาพความต้องการของตลาดก็ต่างกัน  ขณะที่การสนับสนุนระบบการผลิตของกรมวิชาการเกษตร คงต้องมุ่งเน้นเกษตรกรรายย่อยเป็นลำดับแรก โดยเริ่มจากการผลิตเพื่อพึ่งพาตนเอง และหากสามารถมีการรวมกลุ่มกันดำเนินการกันได้ ก็จะเป็นการพัฒนาที่ต่อยอดขึ้นไป 

ดร.อดิศักดิ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า  หัวใจสำคัญคือเรื่องของการควบคุมมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งทางภาครัฐเอก็ไม่มีบุคลากรเพียงพอในการเข้าตรวจสอบ/ควบคุมมาตรฐานการผลิตได้ทั้งประเทศ  แต่ถ้ารวมกลุ่มกันได้ก็จะควบคุมมาตรฐานโดยการสุ่มตรวจ และใช้สมาชิกของกลุ่มนั้นๆ เป็นผู้ตรวจสอบ  (Inspector) กันเองภายในกลุ่ม ซึ่งน่าจะได้คุณภาพของการผลิตที่ดี และมีสภาพสังคมเกษตรกรที่ดีตามไปด้วย

                ส่วนปัจจัยทางการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบาย นั้น    ดร.อดิศักดิ์ตอบว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของความเข้าใจที่ตรงกัน ของทิศทางนโยบายเกษตรอินทรีย์และวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ทุกภาคส่วนต้องเข้าใจให้ตรงกัน เพื่อให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์จะได้มีพลังขับเคลื่อนไปได้ มิเช่นนั้น ก็เป็นเหมือนเช่นการพัฒนาที่ผ่านมา

                นอกจากนั้น ดร.อดิศักดิ์ ยังกล่าวย้ำถึงปัจจัยทางการบริหารจัดการ ว่าในขั้นกำหนดนโยบาย (Policy Formulation) ของการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย นั้น “จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้อุปสงค์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นตัวกำหนดพื้นที่ /จำนวน /ชนิดของการผลิต มากกว่าผลิตแล้วค่อยหาตลาดจำหน่าย ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงของระบบการผลิตได้”   ดร.อดิศักดิ์  กล่าวอย่างชัดเจนและมั่นใจ ในฐานะผู้มีประสบการณ์มากมายกับการบริหารงานด้านการเกษตร ก่อนที่ท่านจะไปร่วมประชุมในบทบาทของ “สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)”
 

เจษฎา  มิ่งฉาย: สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
รัฐสภา (อาคาร 2)
เขตดุสิต กรุงเทพฯ
23
สิงหาคม 2550



back